วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าบึงพระ

ตำนานศาลเจ้าบึงพระ

      ศาลเจ้าบึงพระเดิมตั้งอยู่บ้านดงสามเกิด  หมู่ 3  ตำบลอรัญญิก  จังหวัดพิษณุโลก  ตั้งขึ้นโดยกลุ่มชาวจีนในท้องถิ่น  เมื่อประมาณ  60  ปีที่ผ่านมา  กลุ่มชาวจีนในบริเวณนี้ประกอบอาชีพเลี้ยงสุกร  ทำสวนผัก  เมื่อเทศกาลตรุษจีน  สาร์ทจีน  เวียนมาบรรจบชาวจีนจะเดินทางไปสักการะกราบไหว้ขอพรที่ศาลปุนเถ่ากง  ในเมืองพิษณุโลก  เส้นทางในยุคที่บ้านเมืองยังพัฒนาเข้าไปไม่ถึงนั้น  ชาวบ้านต้องฝ่าป่าพงงูเงี้ยวเขี้ยวขอการเดินทางลำบากมาก  การแพทย์ยังไม่เจริญ  เมื่อชาวบ้านเจ็บไข้ก็ไปขอพรกับองค์ปุนเถ่ากงขอขี้ธูป  ขอขี้เถ้าในกระถางธูปไปรับประทานเป็นยารักษาโรค 
         เมื่อครั้งมหาสงครามเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อ  พ.ศ.2485  กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกรุกรานเข้าเมืองพิษณุโลก  ถนนทุกสายเต็มไปด้วยกงกำลังติดอาวุธของลูกอาทิตย์อุทัย  สงครามถูกประกาศเป็นทางการ  การสู้รบกระจัดกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคประชาชนตื่นตระหนกกับภัยสงคราม  ทำให้เกิดภาวการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง  การคมนาคม  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  สาธารณูปโภคขลาดแคลนไม่มีน้ำมันก๊าดจุดตะเกียง  ประชาชนอดอยากลำบากกับการยังชีพ  ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า  โรคภัยสารพัดโรคใหม่ๆ ระบาดไปทั่ว  ได้เกิดโรคฝีดาษขึ้นทั่วจังหวัดพิษณุโลกรุกลามเข้าไปที่บ้านดงภูเกิด  ผู้คนล้มตายไปจำนวนมาก  กลุ่มชาวจีนได้เดินทางไปกราบไหว้สักการะขอพรองค์ปุนเถ่ากงม่าในเมืองพิษณุโลกและขอขี้เถ้าขี้ธูปในกระถางธูปไปรับประทานเป็นยารักษาโรค  เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง  ชาวบ้านที่ป่วยเป็นโรคฝีดาษและไข้อื่นๆ  ก็หายขาดมลายไปอย่างปาฏิหาริย์  เทพเจ้าปุนเถ่ากงจึงได้รับการเคารพศรัทธาตามความเชื่ออย่างทวีคูณ
         ชาวชุมชนลงความเห็นว่า  เส้นทางไปศาลเจ้าในเมืองลำบากมาก  จึงคิดตั้งศาลเจ้าในท้องที่เพื่อความสะดวกในการกราบไหว้บวงสรวงขอพรตามประเพณีในเทศการต่างๆ  ชาวชุมชนชื่อ  นายกิมยู้  แซ่เซียว  ได้ยกที่ดิน(ที่เช่าไว้ทำสวน)ส่วนหนึ่งให้ตั้งศาลเจ้า  ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างศาลเจ้าขึ้นเป็นอาคารไม้  1  หลัง  หลังคามุงหญ้าคาชื่อว่า ศาลเจ้าปุนเถ่ากงภายในติดกระดาษสีแดงอักษรจีนว่า  ปุนเถ่ากงม่า  ชาวชุมชนแต่งตั้งนายอั้ง  แซ่เอี้ยวและนายยี่  แซ่ลิ้ม  นายเหล่าโป้ว  แซ่เอี้ยว  นายส่อย  แซ่เซียว  เป็นผู้ไปอัญเชิญปุนเถ่ากงม่ามาประดิษฐานในศ่ลเจ้าแห่งนี้การอัญเชิญโดยการขอนำเอาขี้เถ้าขี้ธูปมวลสารในกระถางธูปบูชามาส่วนหนึ่งใส่ไว้ในกระถางธูปของศาลเจ้าใหม่  เพื่อกราบไหว้สักการะขอพรตั้งแต่นั้นมาตลอด  โดยเชื่อว่าปุนเถ่ากงม่าจะแบ่งภาคทิพย์มาดูแลชุมชุนให้อยู่เย็นเป็นสุข
           ต้อมาทางราชการกรมทหารได้ประกาศบ้านดงภูเกิดเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามและสั่งให้ชาวบ้านทั้งหมดออกจากพื้นที่  ชาวบ้านจึงย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่บ้านสะพาน  3  ตำบลอรัญญิก  อำเภอเมืองพิษณุโลก(คำว่าสะพาน  3  หมายถึงการนับสะพานรถไฟข้ามคลองหนองน้ำ-โดยเริ่มจากสถานีรถไฟพิษณุโลก)  ชาวชุมชนนำโดยนายกิมยู้ แซ่เซียว  นายแซ่วหลิน  แซ่ตั้ง  นายแซ่ยิ้ว  แซ่โง้ว  นายฉันแซ่ตั้ง  ทำการรื้อถอนศาลเจ้ามาสร้างขึ้นใหม่เป็นไม้ส่วนหนึ่งเป็นคอนกรีตภายในฝาผนังศาลเป็นภาพจิตกรรมองค์ปุนเถ่ากงม่า  ศาลเจ้าแห่งนี้ยังคงอยู่ในปัจจุบัน  ชาวบ้านยังคงสักการะตามประเพณีตลอดมา
          การบริหารศาลเจ้า  บริหารโดยคณะกรรมการที่เป็นชาวบ้านในท้องถิ่น  6  คน  เป็นบุคคลในเมืองพิษณุโลก  6  คน  บุคคลดังกล่าว(มีความศรัทธาฯที่ติดตามกันมาจากในเมือง)กรรมการหมุนเวียนปรับเปลี่ยนวาระละ2ปี  งานประจำปีขอบคุณพระเจ้าจัดมีขึ้นตามปฏิทินจันทรคติจีน  วัน 1 ค่ำเดือน 12 ทุกๆปี  สืบเนื่องมาตลอดตราบจนปัจจุบันนี้
    เมื่อ พ.ศ. 2546  คณะกรรมการมีมติให้ไปเรียนเชิญ นายสุทธี  แท่นนพรัตน์  เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.จักกลพิษณุโลกและดำรงตำแหน่งนายสมาคมฮากกาในขณะนั้น  เชิญมาเป็นประธานกรรมการบริหารศาลเจ้าเมื่อนายสุทธีฯ  ตอบสนองมารับตำแหน่งหน้าที่ประธานแล้ว  เห็นว่าภายในตัวศาลยังไม่มีองค์ทองปุนเถ่ากงม่าจึงมีความประสงค์จะจัดหาองค์ทองไว้ประจำศาลเจ้าและหาซื้อที่ดินแห่งใหม่ตั้งศาลเจ้าให้มีพื้นที่เพียงพอกับการตั้งศาลเจ้าแห่งใหม่  ซึ่งในขณะนั้น  นายสุเมธโภธิอภิญาณวิสุทธ์  นายวมชัย  หยกอุบล  ประธานกรรมการบริหารศาลเจ้าปุนเถ่ากงในเมืองพิษณุโลก  ทั้งสองท่านกำลังออกแบบเททององค์ปุนเถ่ากงม่า,เทพเจ้าแห่งโชคลาพไช่ซิงเอี๊ยเพื่อจะอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในศาลเจ้าเก่าแทนองค์เดิม  เมื่อยานสุทธีฯ  แสดงเจตจำนงความต้องการองค์ทองดังกล่าวแล้ว  นายสุเมธฯกับนายสมชัย  ก็รับสนองเจตนาด้วยความยินดี  โดยการสร้างองค์ปุนเถ่ากงเพิ่มขึ้นอีก 2 องค์  เพื่อให้กับศาลเจ้าสะพาน 3  ตามที่นายสุทธีตั้งเจตนาไว้
     การเททองสร้างองเถ่ากงม่า  ออกแบบเป็นลอยองค์  ปุนเถ่ากงมีหน้าตักกว้าง  12  นิ้ว  สูง  19  นิ้ว  มีบุคลิกภาพสง่างาม  สมบูรณ์ด้วยทิพยฐานะทรงสวมมหามงกุฎฉลองพระองค์พัตราภรณ์(เล้งเพ้า)  ดั่งมหาจักพรรดิมังกร  5 เล็บประทับลงในตำแหน่งบนฉลองพระองค์ 12 ราศรีแห่งนักษัตรปีชวดถึงปีกุน  สายพระเนตรประกายอำนาจแฝงไว้ด้วยเมตตาธรรม  กรุณาธรรม  พระโอษฐ์แย้มสรวล  พระหัตถ์ซ้ายวางพาดลงที่พระชานุพระหัตถ์ขวาทรงคธาจินดามณีแก้ววิเศษสารพัดนึก  พระองค์ประทับลงบนบัลลังก์พญามังกรทรงไว้ด้วยบุญญาธิการ  อำนาจวาสนา  คุณธรรมเมตตา  กรุณาธรรมทั้งทางโลกและทางธรรม
         องค์ปุนเถ่าม่า  สมบูรณ์ด้วยทิพยฐานะดั่งมหาจักพรรดินี  พระพักตร์อิ่มเอิบงดงามอ่อนหวานมหาเทวีใดเปรียบมิได้  ทรงสวมมงกุฎประดับพญาหงส์  ดวงเนตรประกายแจ่มใสอ่อนโยน  ทรงทอดสายพระเนตรด้วยความเมตตากรุณา  ห่วงใยปวงชนเสมือนบุตร  ฉลองพระองค์ด้วยพัสตราภรณ์พระญาหงส์ประทับบนตำแหน่งฉลองพระองค์  12 ราศรี แห่งนักษัตรปีชวดถึงปีกุน  พระหัตถ์ขวาพาดลงบนพระชานุ  พระหัตถ์ซ้ายทรงคธาจินดามณีแก้ววิเศษสารพัดนึก  ประทับลงบนบัลลังก์พญาหงส์
เทพเทวา-เทวีทั้งสององค์อุบัติขึ้นจินตนาการอันล้ำลึกวิจิตรพิสดารในการออกแบบเททองพร้อมกับชั่งฝีมือที่บรรจงสร้างอย่างสุดความสามารถ  จนได้ความงดวามสมบูรณ์ ตามหลักเทววิทยาทุกประการ
    ในพิธีมหาเทวาพิเษกและมหาพุทธาภิเษกในอุโบสถวัดพระศรีรัตนมหาตุ(วัดใหญ่)  เพื่อองค์เทพเจ้าปุนเถ่ากงม่าในเมืองพิษณุโลกและองค์เทพเจ้าปุนเถ่ากงม่า  ศษลเจ้าบึงพระเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน  2543 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 จ.ศ. 1360
       อันเป็นวันประวัติหน้าหนึ่งของปวงชนชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนของชาวพิษณุโลกและชาวจังหวัดใกล้เคียงที่มาร่วมงานครั้งนี้  พระเทพเทพรัตนกวีรองเจ้าคณะภาค 5 เป็นประธานในพิธีสงฆ์พร้อมด้วยหลวงตาละมัย เกจิอาจารย์ชื่อดังเมืองเหนือ/สองแควและมหาเถระทั้งคณะ
   เมื่อได้  ราชาแห้งฤกษ์ ฯลฯ  พระเทพรัตนกวีดำเนินการจุดเทียนชัย  พราหมณ์ลั่นฆ้องชัยมงคล  พระสงฆ์เจริญน้ำพระพุทธมนต์  มหาเถระนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล  ตราบจนงานแล้วเสร็จครบถ้วนสมบูรณ์ตามพิธีทุกประการ  ซึ่งดำเนินการตามข้อกำหนดแห่งพิธีการในเวลามหาศุภมงคลฤกษ์สมเด็จพระสังฆราชแพวักสุทัศน์เทพวราราม กทม.  ที่ได้โปรดให้ฤกษ์ในพิธีดังกล่าวนี้ไว้แต่กาลก่อน
      ในขณะที่  ดำเนินทางพิธีพราหมณ์ในการอัญเชิญ  พระพุทธคุณ  พระธรรมคุณ  พระสังฆคุณ  เทพไท้  เทวาเบื้องบน  นายสมชัย  หยกอุบล  พราหมณ์ในพิธีก็ได้รับสัมผัสทางฌานสมาธิว่า  องค์เทพเจ้าปุนเถ่ากงม่า  องค์เทพเจ้าไช้ซิ่งเอี๊ย เหล่าทวยเทพสวรรค์   ได้ลอยล่องมาบนนภากาศตามคำกราบบังคมทูลเชิญแล้ว  วงมโหรีจีนตีกลอง  ปี่พาทย์ลั่นฆ้อง ฯลฯ  ประสานเสียงต้องรับและได้จุดประทับบุกเบิกศิริมงคลดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณอุโบสถ
          ทันใดนั้นเอง  เหตุการณ์มหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน  ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้าเกิดเมฆทะมึนแผ่คลุมในบริเวณพิธีบวงสรวง  กระแสลมแรงวูบหนึ่งได้พัดเอาดอกประทัดจำนวนมากที่กำลังแตกส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว  ลมได้หอบหมุนตัวเป็นลำสูงพัดพาตรงเข้าไปทางประตูอุโบสถแล้วสลายตัวลงที่หน้าประธานโบสถ์  กระดาษสีแดงจึงโปรยปรายลงสู่วัตถุมงคลอย่างทั่วถึง หลวงตาละมัยได้เปล่งวาจาขณะที่ลมหอบเข้าอุโบสถเชิญเข้ามาเลยๆ  เชิญทวยเทพเทวาเข้าอุโบสถ  ปาฏิหาริย์ในพิธีอันศักดิ์สิทธิเป็นนิมิตปาฏิหาริย์ที่คาดไม่ถึงมาก่อนเลย
   การจัดพิธีเทวาพิเษกและพุทธาพิเษกคราวนี้ เป็นพีปราบดาพิเษกเพื่อองค์เทพปุนเถ่ากงมาเถลิงสู่บัลลังก์เทพารักษ์ประจำท้องถิ่น ดูแลสอดส่องขจัดทุกข์ บำรุงสุข  ให้แก่ประชาชนทั้งหลายทั้งปวง เทพเจ้าปุนเถ่ากงม่าจะบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ธัญญาหาร  ผลาหาร  ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์  ปราศจากโรคระบาดร้ายแรงจากกีฏะแมลงเพลี้ย-หนอน  ไข้ปศุสัตว์ ปากเน่าเท้าเปื่อย  โรคระบาดในสัตว์ปีกต่างๆ ส่งผลให้ปวงชนอยู่เย็นเป็นสุขทุกครัวเรือน
        เมื่องานพุทธาพิเษก  เทวาพิเษกครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว  นายสุทธี  แท่นนพรัตน์  นำคณะกรรมการจัดขบวนแห่อัญเชิญองค์ทองปุนเถ่ากงม่า  มาประดิษฐานที่ศาลเจ้าเดิม  สะพาน 3 หมู่ 7  ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก  เป็นการชั่วคราว ข้าราชการพ่อค้า ประชาชนจักขบวนสิงโต ดนตรีจีน จุดประทัดเซ่นไหว้  บวงสรวงต้อนรับอย่างเอิกเกริกและกราบไหว้ขอพร
           เกี่ยวกับการหาที่ดินเพื่อสร้างศาลเจ้าใหม่ นายสุทธีฯ ได้ตกลงซื้อที่ดิน จำนวน 2ไร่ 1 งาน 2.8/10 ตรว.ในบริเวณย่านสะพาน 4 อยู่เหนือวัดพิกุลวราราม  ที่ตั้งอยู่ในหมู่ 8 ตำบลบึงพระ อำเภอเมืองพิษณุโลกเมื่อได้ฤกษ์งาม
         วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2546 ตรงกับวันอังคารขึ้น 9 ค่ำเดือน 4 จ.ศ. 1365  ลัคนา สถิตย์ราศรีพฤกษภ ธาตุดินเสวยภูมิปาโล  ราชาแห่งกฤษ์
          คณะกรรมการก่อสร้าง เชิญพราหมณ์นายสมชัย  หยกอุบลจัดพิธีบวงสรสงตั้งเสาเอก การก่อสร้างศาลเจ้าได้ดำเนินการขั้นตอนอย่างราบรื่นตราบจนงานก่อสร้างได้บรรลุขั้นแล้วเสร็จสมบูรณ์ทุกประการ
ส่วนอาคารศาลเจ้า นายสุทธี แท่นนพรัตน์กับคณะกรรมการได้เดินทางไปศึกษาแบบรูปคุณลักษณะศาลเจ้าจีนตามจังหวักต่างๆ สรรหาเอาข้อมูลอาคารหลายรูแบบมาแก้ไขต่อเติมคัดสรรสิ่งที่ดีงามที่สุดแล้วนำมาเป็นแบบก่อสร้างให้งดงามเพิ่มศิลปะและลวดลายอย่างอลังการที่สุด โดยสร้างอาคารประธานศาลเจ้าเป็นอาคารชั้นเดียวหันหน้าสู่ทิศเหนือโครงสร้างอาคารนี้ด้านหลังสูงกส่าด้านหน้าอาคารรองประธานด้านขวา 1 หลัง ด้านซ้าย ชั้นสูงสุดของอาคารประธานสร้างเป็นพญามังกร 5 เล็บ ทอดตัวหันเศียรเข้าหากันที่ศูนย์กลางหลังคา ณ ที่ศูนย์กลางนี้ ได้สร้างเป็นรูปแก้ววิเศษ ประไฟอันโชติช่วงชัชวาล มุมอาคารทุกหลังประกอบด้วย มังกร หงส์ กิเลน และสัตว์มงคลในโลกทิพย์ นำมาวางในตำแหน่งตางๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคารอย่างงดงามและลงตัว มีภาพจิตกรรมโป๊ยเซียน เทวดาทั้งแปดท่องทะเล และเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์หลากหลายตำนานตามคติมหายานให้ชมอย่างอลังการ ส่วนภาพนูนต่ำเป็นเทวะที่เกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์ในประวัติศาสตร์ นักปราชญ์ นักกวี นักรบ บุคคลที่ชาวโลกกล่าวขวัญกันไม่เสื่อมคลาย เช่น เทพเจ้า กวนอู ในยุคสามก๊ก ฮัวมู่หลัน หญิงสาวผู้ปลอมตัวเป็นชายจัดทัพออกศึกแทนบิดา นอกจากนั้นยังมีภาพ 24 กตัญญูอันลือลั่นของจีน เป็นคติธรรมที่มีทั้งในด้านกตัญญู คุณธรรม เมตตาธรรม กรุณาธรรมและจริยธรรม
     ประตูศาลเจ้า  เป็นภาพจิตกรรมทวารบาล  ฮินกงและเว่ยซื่อกงวีรบุรุษยอดเยี่ยมในการรบสมัยโบราณสวมเสื้อเกราะครบองค์  อาวุธครบมือ ยืนอารักขาให้สถานศักดิ์สิทธิ์สืบศาสนาตลอดนิรันดร์กาลและอภิบาลคนดี พิชิตมารศาสนา
      ภายในศาลเจ้า  วิหารประธานประดิษฐานองค์ทอง ปุนเถ่ากงม่าด้านซ้ายเป็นวิหารพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์และวิหารเทพเจ้าไช่ซิ่งเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ด้านขวาในวิหาร ประดิษฐานพระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์(ตี่จั่งอ๊วงผ่อสักหรือตี่จั่งอ๊วงโปรดวิญญาณในนรกภูมิ)และวิหารเทพเจ้ากวนอู(เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ในสามก๊ก)  ภายในศาลเจ้าประดิษฐานพระมหาโพธิสัตว์และเทพเจ้า 7 องค์ 5 วิหาร กลางศาลเจ้าตั้งแท่นบูชาขนาดใหญ่ ณ ศูนย์กลางแท่น เป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตยมหาโพธิสัตว์ พื้นที่ใต้อาสนะเป็นที่รองรับสิ่งของสักการะ
    ส่วนที่หน้าศาลเจ้าสร้างเป็นหน้ามุขเก๋ง  ตั้งแท่นบูชาขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งวางสิ่งของต่างๆ ในการสักการบูชาบวงสรวงอัญเชิญทวยเทพ เสาอัญเชิญเทพยดาฟ้าดินมังกรพันหลักผงาดเศียรสง่างามน่าเกรงขามหันหน้าเข้าหาอาคารศาลเจ้าในท่าประทานพร  บนยอดเสาบัวตูมเกสรผุดขึ้งสูงตระหง่านบนยอดเกสร  ประดับแก้ววิเศษเปลวไฟเปล่งรัศมีสีแดงส่องโชติช่วงชัชวาล ด้านข้างเสาพ่อฟ้าแม่ดิน เป็นสระบัวแดงน้ำพุใสๆ เห็นตัวปลาว่ายวนไปมาน่าเอ็นดู เซียนชาย-หญิง กระเบื้องเคลือบจีนกังไสประดับเรียงรายตามขอบสระงามตระการตา ท่ามกลางสนามพื้นคอนกรีตในรั้ว มีสวนไม้พุ่มไม้ดอก เป็นสวนหย่อมให้เขียวขจีดูชุ่มชื่น
          ส่วนอาคารที่ขนาบด้านซ้ายขวาของอาคารศาลเจ้านั้น เป็นอาคารชั้นเดียวสร้างไว้เป็นห้องรับรองแขกมีเกียรติที่มาเยือน ฝาผนังเป็นภาพกิจกรรมหลากหลายสีสัน   ห้องเก็บพัสดุสิ่งของใช้สอยต่างๆ และห้องน้ามีสวนไม้ประดับทั้งสองอาคาร
       ศาลเจ้าที่ แป๊ะกง สร้างเป็นเก๋งจีน ประดับมังกร สัตว์แห่งโลกทิพย์ และสถูปเจดีย์ 8เหลี่ยมยอดเจดีย์เป็นรูปน้ำเต้า องค์เจดีย์ลงลวดลายและสีเขียวหยกงามเย็นตารอบๆ เจดีย์ลงภาพจิตกรรมลวดลายไม้พันธ์ ไม้ดอก ไม้เถา สัตว์ในอัมพุชสถาน ภายในเป็นที่เผากระดาษเงินทองหลังไหว้เจ้าเป็นการส่งมอบกระดาษเครื่องเซ่นให้ถึงจุดหมายโดยทางเทโชติธาติ
     อาณาเขตภายในรั้วรูปทรงอันหลากหลายศิลปะตะวันออกผสมประสานศิลปะตะวันตกได้จารึกรายนามผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินค่าสร้างรั้วแห่งนี้เป็นรายๆ เช่นเดียวกับท่านผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมแรร่วมใจสร้างเนื้อนาบุญ สนับสนุนการสร้างศาลเจ้าจนเสร็จ ศาลเจ้าแห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณรวมน้ำใจสามัคคีของปวงชนทุกสายอาชีพ ทุกหมู่เหล่า โดยมีพุทธศาลนาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอันประกอบด้วนคุณธรรม เมตตา กรุณา ความเอื้ออาทรต่อกันเป็นสายใยแห่งความสัมพันธ์
    สังคมจะได้อานิสงส์จากผลบุณอย่างไม่มีวันสิ้นสุด


วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

งานสมโภชศาลเจ้าบึงพระ พิษณุโลก




มงคลวัตถุต่าง ๆ ที่นำมาประมูลกันในงานสมโภช  ศาลเจ้าบึงพระ  ในวันที่อาทิตย์ที่ 8 มกราคม  พ.ศ. 2555  โดยมีท่านผู้ใหญ่ใจดีได้มาร่วมงาน  และได้มีผู้มีจิตศรัทธามาร่วมกันงานกันมากมาย  ร่วมกันประมูลมงคลวัตถุนำกลับไปบูชากันที่บ้าน