ตำนานศาลเจ้าบึงพระ
ศาลเจ้าบึงพระเดิมตั้งอยู่บ้านดงสามเกิด หมู่ 3 ตำบลอรัญญิก จังหวัดพิษณุโลก ตั้งขึ้นโดยกลุ่มชาวจีนในท้องถิ่น เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา กลุ่มชาวจีนในบริเวณนี้ประกอบอาชีพเลี้ยงสุกร ทำสวนผัก เมื่อเทศกาลตรุษจีน สาร์ทจีน เวียนมาบรรจบชาวจีนจะเดินทางไปสักการะกราบไหว้ขอพรที่ศาลปุนเถ่ากง ในเมืองพิษณุโลก เส้นทางในยุคที่บ้านเมืองยังพัฒนาเข้าไปไม่ถึงนั้น ชาวบ้านต้องฝ่าป่าพงงูเงี้ยวเขี้ยวขอการเดินทางลำบากมาก การแพทย์ยังไม่เจริญ เมื่อชาวบ้านเจ็บไข้ก็ไปขอพรกับองค์ปุนเถ่ากงขอขี้ธูป ขอขี้เถ้าในกระถางธูปไปรับประทานเป็นยารักษาโรค
ชาวชุมชนลงความเห็นว่า เส้นทางไปศาลเจ้าในเมืองลำบากมาก จึงคิดตั้งศาลเจ้าในท้องที่เพื่อความสะดวกในการกราบไหว้บวงสรวงขอพรตามประเพณีในเทศการต่างๆ ชาวชุมชนชื่อ นายกิมยู้ แซ่เซียว ได้ยกที่ดิน(ที่เช่าไว้ทำสวน)ส่วนหนึ่งให้ตั้งศาลเจ้า ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างศาลเจ้าขึ้นเป็นอาคารไม้ 1 หลัง หลังคามุงหญ้าคาชื่อว่า ศาลเจ้าปุนเถ่ากงภายในติดกระดาษสีแดงอักษรจีนว่า ปุนเถ่ากงม่า ชาวชุมชนแต่งตั้งนายอั้ง แซ่เอี้ยวและนายยี่ แซ่ลิ้ม นายเหล่าโป้ว แซ่เอี้ยว นายส่อย แซ่เซียว เป็นผู้ไปอัญเชิญปุนเถ่ากงม่ามาประดิษฐานในศ่ลเจ้าแห่งนี้การอัญเชิญโดยการขอนำเอาขี้เถ้าขี้ธูปมวลสารในกระถางธูปบูชามาส่วนหนึ่งใส่ไว้ในกระถางธูปของศาลเจ้าใหม่ เพื่อกราบไหว้สักการะขอพรตั้งแต่นั้นมาตลอด โดยเชื่อว่าปุนเถ่ากงม่าจะแบ่งภาคทิพย์มาดูแลชุมชุนให้อยู่เย็นเป็นสุข
ต้อมาทางราชการกรมทหารได้ประกาศบ้านดงภูเกิดเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามและสั่งให้ชาวบ้านทั้งหมดออกจากพื้นที่ ชาวบ้านจึงย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่บ้านสะพาน 3 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก(คำว่าสะพาน 3 หมายถึงการนับสะพานรถไฟข้ามคลองหนองน้ำ-โดยเริ่มจากสถานีรถไฟพิษณุโลก) ชาวชุมชนนำโดยนายกิมยู้ แซ่เซียว นายแซ่วหลิน แซ่ตั้ง นายแซ่ยิ้ว แซ่โง้ว นายฉันแซ่ตั้ง ทำการรื้อถอนศาลเจ้ามาสร้างขึ้นใหม่เป็นไม้ส่วนหนึ่งเป็นคอนกรีตภายในฝาผนังศาลเป็นภาพจิตกรรมองค์ปุนเถ่ากงม่า ศาลเจ้าแห่งนี้ยังคงอยู่ในปัจจุบัน ชาวบ้านยังคงสักการะตามประเพณีตลอดมา
การบริหารศาลเจ้า บริหารโดยคณะกรรมการที่เป็นชาวบ้านในท้องถิ่น 6 คน เป็นบุคคลในเมืองพิษณุโลก 6 คน บุคคลดังกล่าว(มีความศรัทธาฯที่ติดตามกันมาจากในเมือง)กรรมการหมุนเวียนปรับเปลี่ยนวาระละ2ปี งานประจำปีขอบคุณพระเจ้าจัดมีขึ้นตามปฏิทินจันทรคติจีน วัน 1 ค่ำเดือน 12 ทุกๆปี สืบเนื่องมาตลอดตราบจนปัจจุบันนี้
เมื่อ พ.ศ. 2546 คณะกรรมการมีมติให้ไปเรียนเชิญ นายสุทธี แท่นนพรัตน์ เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.จักกลพิษณุโลกและดำรงตำแหน่งนายสมาคมฮากกาในขณะนั้น เชิญมาเป็นประธานกรรมการบริหารศาลเจ้าเมื่อนายสุทธีฯ ตอบสนองมารับตำแหน่งหน้าที่ประธานแล้ว เห็นว่าภายในตัวศาลยังไม่มีองค์ทองปุนเถ่ากงม่าจึงมีความประสงค์จะจัดหาองค์ทองไว้ประจำศาลเจ้าและหาซื้อที่ดินแห่งใหม่ตั้งศาลเจ้าให้มีพื้นที่เพียงพอกับการตั้งศาลเจ้าแห่งใหม่ ซึ่งในขณะนั้น นายสุเมธโภธิอภิญาณวิสุทธ์ นายวมชัย หยกอุบล ประธานกรรมการบริหารศาลเจ้าปุนเถ่ากงในเมืองพิษณุโลก ทั้งสองท่านกำลังออกแบบเททององค์ปุนเถ่ากงม่า,เทพเจ้าแห่งโชคลาพไช่ซิงเอี๊ยเพื่อจะอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในศาลเจ้าเก่าแทนองค์เดิม เมื่อยานสุทธีฯ แสดงเจตจำนงความต้องการองค์ทองดังกล่าวแล้ว นายสุเมธฯกับนายสมชัย ก็รับสนองเจตนาด้วยความยินดี โดยการสร้างองค์ปุนเถ่ากงเพิ่มขึ้นอีก 2 องค์ เพื่อให้กับศาลเจ้าสะพาน 3 ตามที่นายสุทธีตั้งเจตนาไว้
การเททองสร้างองเถ่ากงม่า ออกแบบเป็นลอยองค์ ปุนเถ่ากงมีหน้าตักกว้าง 12 นิ้ว สูง 19 นิ้ว มีบุคลิกภาพสง่างาม สมบูรณ์ด้วยทิพยฐานะทรงสวมมหามงกุฎฉลองพระองค์พัตราภรณ์(เล้งเพ้า) ดั่งมหาจักพรรดิมังกร 5 เล็บประทับลงในตำแหน่งบนฉลองพระองค์ 12 ราศรีแห่งนักษัตรปีชวดถึงปีกุน สายพระเนตรประกายอำนาจแฝงไว้ด้วยเมตตาธรรม กรุณาธรรม พระโอษฐ์แย้มสรวล พระหัตถ์ซ้ายวางพาดลงที่พระชานุพระหัตถ์ขวาทรงคธาจินดามณีแก้ววิเศษสารพัดนึก พระองค์ประทับลงบนบัลลังก์พญามังกรทรงไว้ด้วยบุญญาธิการ อำนาจวาสนา คุณธรรมเมตตา กรุณาธรรมทั้งทางโลกและทางธรรม
องค์ปุนเถ่าม่า สมบูรณ์ด้วยทิพยฐานะดั่งมหาจักพรรดินี พระพักตร์อิ่มเอิบงดงามอ่อนหวานมหาเทวีใดเปรียบมิได้ ทรงสวมมงกุฎประดับพญาหงส์ ดวงเนตรประกายแจ่มใสอ่อนโยน ทรงทอดสายพระเนตรด้วยความเมตตากรุณา ห่วงใยปวงชนเสมือนบุตร ฉลองพระองค์ด้วยพัสตราภรณ์พระญาหงส์ประทับบนตำแหน่งฉลองพระองค์ 12 ราศรี แห่งนักษัตรปีชวดถึงปีกุน พระหัตถ์ขวาพาดลงบนพระชานุ พระหัตถ์ซ้ายทรงคธาจินดามณีแก้ววิเศษสารพัดนึก ประทับลงบนบัลลังก์พญาหงส์
เทพเทวา-เทวีทั้งสององค์อุบัติขึ้นจินตนาการอันล้ำลึกวิจิตรพิสดารในการออกแบบเททองพร้อมกับชั่งฝีมือที่บรรจงสร้างอย่างสุดความสามารถ จนได้ความงดวามสมบูรณ์ ตามหลักเทววิทยาทุกประการ
ในพิธีมหาเทวาพิเษกและมหาพุทธาภิเษกในอุโบสถวัดพระศรีรัตนมหาตุ(วัดใหญ่) เพื่อองค์เทพเจ้าปุนเถ่ากงม่าในเมืองพิษณุโลกและองค์เทพเจ้าปุนเถ่ากงม่า ศษลเจ้าบึงพระเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2543 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 จ.ศ. 1360
อันเป็นวันประวัติหน้าหนึ่งของปวงชนชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนของชาวพิษณุโลกและชาวจังหวัดใกล้เคียงที่มาร่วมงานครั้งนี้ พระเทพเทพรัตนกวีรองเจ้าคณะภาค 5 เป็นประธานในพิธีสงฆ์พร้อมด้วยหลวงตาละมัย เกจิอาจารย์ชื่อดังเมืองเหนือ/สองแควและมหาเถระทั้งคณะ
เมื่อได้ ราชาแห้งฤกษ์ ฯลฯ พระเทพรัตนกวีดำเนินการจุดเทียนชัย พราหมณ์ลั่นฆ้องชัยมงคล พระสงฆ์เจริญน้ำพระพุทธมนต์ มหาเถระนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล ตราบจนงานแล้วเสร็จครบถ้วนสมบูรณ์ตามพิธีทุกประการ ซึ่งดำเนินการตามข้อกำหนดแห่งพิธีการในเวลามหาศุภมงคลฤกษ์สมเด็จพระสังฆราชแพวักสุทัศน์เทพวราราม กทม. ที่ได้โปรดให้ฤกษ์ในพิธีดังกล่าวนี้ไว้แต่กาลก่อน
ในขณะที่ ดำเนินทางพิธีพราหมณ์ในการอัญเชิญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เทพไท้ เทวาเบื้องบน นายสมชัย หยกอุบล พราหมณ์ในพิธีก็ได้รับสัมผัสทางฌานสมาธิว่า องค์เทพเจ้าปุนเถ่ากงม่า องค์เทพเจ้าไช้ซิ่งเอี๊ย เหล่าทวยเทพสวรรค์ ได้ลอยล่องมาบนนภากาศตามคำกราบบังคมทูลเชิญแล้ว วงมโหรีจีนตีกลอง ปี่พาทย์ลั่นฆ้อง ฯลฯ ประสานเสียงต้องรับและได้จุดประทับบุกเบิกศิริมงคลดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณอุโบสถ
ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์มหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้าเกิดเมฆทะมึนแผ่คลุมในบริเวณพิธีบวงสรวง กระแสลมแรงวูบหนึ่งได้พัดเอาดอกประทัดจำนวนมากที่กำลังแตกส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลมได้หอบหมุนตัวเป็นลำสูงพัดพาตรงเข้าไปทางประตูอุโบสถแล้วสลายตัวลงที่หน้าประธานโบสถ์ กระดาษสีแดงจึงโปรยปรายลงสู่วัตถุมงคลอย่างทั่วถึง หลวงตาละมัยได้เปล่งวาจาขณะที่ลมหอบเข้าอุโบสถเชิญเข้ามาเลยๆ เชิญทวยเทพเทวาเข้าอุโบสถ ปาฏิหาริย์ในพิธีอันศักดิ์สิทธิเป็นนิมิตปาฏิหาริย์ที่คาดไม่ถึงมาก่อนเลย
การจัดพิธีเทวาพิเษกและพุทธาพิเษกคราวนี้ เป็นพีปราบดาพิเษกเพื่อองค์เทพปุนเถ่ากงมาเถลิงสู่บัลลังก์เทพารักษ์ประจำท้องถิ่น ดูแลสอดส่องขจัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชนทั้งหลายทั้งปวง เทพเจ้าปุนเถ่ากงม่าจะบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ธัญญาหาร ผลาหาร ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคระบาดร้ายแรงจากกีฏะแมลงเพลี้ย-หนอน ไข้ปศุสัตว์ ปากเน่าเท้าเปื่อย โรคระบาดในสัตว์ปีกต่างๆ ส่งผลให้ปวงชนอยู่เย็นเป็นสุขทุกครัวเรือน
เมื่องานพุทธาพิเษก เทวาพิเษกครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว นายสุทธี แท่นนพรัตน์ นำคณะกรรมการจัดขบวนแห่อัญเชิญองค์ทองปุนเถ่ากงม่า มาประดิษฐานที่ศาลเจ้าเดิม สะพาน 3 หมู่ 7 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก เป็นการชั่วคราว ข้าราชการพ่อค้า ประชาชนจักขบวนสิงโต ดนตรีจีน จุดประทัดเซ่นไหว้ บวงสรวงต้อนรับอย่างเอิกเกริกและกราบไหว้ขอพร
เกี่ยวกับการหาที่ดินเพื่อสร้างศาลเจ้าใหม่ นายสุทธีฯ ได้ตกลงซื้อที่ดิน จำนวน 2ไร่ 1 งาน 2.8/10 ตรว.ในบริเวณย่านสะพาน 4 อยู่เหนือวัดพิกุลวราราม ที่ตั้งอยู่ในหมู่ 8 ตำบลบึงพระ อำเภอเมืองพิษณุโลกเมื่อได้ฤกษ์งาม
วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2546 ตรงกับวันอังคารขึ้น 9 ค่ำเดือน 4 จ.ศ. 1365 ลัคนา สถิตย์ราศรีพฤกษภ ธาตุดินเสวยภูมิปาโล ราชาแห่งกฤษ์
คณะกรรมการก่อสร้าง เชิญพราหมณ์นายสมชัย หยกอุบลจัดพิธีบวงสรสงตั้งเสาเอก การก่อสร้างศาลเจ้าได้ดำเนินการขั้นตอนอย่างราบรื่นตราบจนงานก่อสร้างได้บรรลุขั้นแล้วเสร็จสมบูรณ์ทุกประการ
ส่วนอาคารศาลเจ้า นายสุทธี แท่นนพรัตน์กับคณะกรรมการได้เดินทางไปศึกษาแบบรูปคุณลักษณะศาลเจ้าจีนตามจังหวักต่างๆ สรรหาเอาข้อมูลอาคารหลายรูแบบมาแก้ไขต่อเติมคัดสรรสิ่งที่ดีงามที่สุดแล้วนำมาเป็นแบบก่อสร้างให้งดงามเพิ่มศิลปะและลวดลายอย่างอลังการที่สุด โดยสร้างอาคารประธานศาลเจ้าเป็นอาคารชั้นเดียวหันหน้าสู่ทิศเหนือโครงสร้างอาคารนี้ด้านหลังสูงกส่าด้านหน้าอาคารรองประธานด้านขวา 1 หลัง ด้านซ้าย ชั้นสูงสุดของอาคารประธานสร้างเป็นพญามังกร 5 เล็บ ทอดตัวหันเศียรเข้าหากันที่ศูนย์กลางหลังคา ณ ที่ศูนย์กลางนี้ ได้สร้างเป็นรูปแก้ววิเศษ ประไฟอันโชติช่วงชัชวาล มุมอาคารทุกหลังประกอบด้วย มังกร หงส์ กิเลน และสัตว์มงคลในโลกทิพย์ นำมาวางในตำแหน่งตางๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคารอย่างงดงามและลงตัว มีภาพจิตกรรมโป๊ยเซียน เทวดาทั้งแปดท่องทะเล และเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์หลากหลายตำนานตามคติมหายานให้ชมอย่างอลังการ ส่วนภาพนูนต่ำเป็นเทวะที่เกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์ในประวัติศาสตร์ นักปราชญ์ นักกวี นักรบ บุคคลที่ชาวโลกกล่าวขวัญกันไม่เสื่อมคลาย เช่น เทพเจ้า กวนอู ในยุคสามก๊ก ฮัวมู่หลัน หญิงสาวผู้ปลอมตัวเป็นชายจัดทัพออกศึกแทนบิดา นอกจากนั้นยังมีภาพ 24 กตัญญูอันลือลั่นของจีน เป็นคติธรรมที่มีทั้งในด้านกตัญญู คุณธรรม เมตตาธรรม กรุณาธรรมและจริยธรรม
ประตูศาลเจ้า เป็นภาพจิตกรรมทวารบาล ฮินกงและเว่ยซื่อกงวีรบุรุษยอดเยี่ยมในการรบสมัยโบราณสวมเสื้อเกราะครบองค์ อาวุธครบมือ ยืนอารักขาให้สถานศักดิ์สิทธิ์สืบศาสนาตลอดนิรันดร์กาลและอภิบาลคนดี พิชิตมารศาสนา
ภายในศาลเจ้า วิหารประธานประดิษฐานองค์ทอง ปุนเถ่ากงม่าด้านซ้ายเป็นวิหารพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์และวิหารเทพเจ้าไช่ซิ่งเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ด้านขวาในวิหาร ประดิษฐานพระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์(ตี่จั่งอ๊วงผ่อสักหรือตี่จั่งอ๊วงโปรดวิญญาณในนรกภูมิ)และวิหารเทพเจ้ากวนอู(เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ในสามก๊ก) ภายในศาลเจ้าประดิษฐานพระมหาโพธิสัตว์และเทพเจ้า 7 องค์ 5 วิหาร กลางศาลเจ้าตั้งแท่นบูชาขนาดใหญ่ ณ ศูนย์กลางแท่น เป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตยมหาโพธิสัตว์ พื้นที่ใต้อาสนะเป็นที่รองรับสิ่งของสักการะ
ส่วนที่หน้าศาลเจ้าสร้างเป็นหน้ามุขเก๋ง ตั้งแท่นบูชาขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งวางสิ่งของต่างๆ ในการสักการบูชาบวงสรวงอัญเชิญทวยเทพ เสาอัญเชิญเทพยดาฟ้าดินมังกรพันหลักผงาดเศียรสง่างามน่าเกรงขามหันหน้าเข้าหาอาคารศาลเจ้าในท่าประทานพร บนยอดเสาบัวตูมเกสรผุดขึ้งสูงตระหง่านบนยอดเกสร ประดับแก้ววิเศษเปลวไฟเปล่งรัศมีสีแดงส่องโชติช่วงชัชวาล ด้านข้างเสาพ่อฟ้าแม่ดิน เป็นสระบัวแดงน้ำพุใสๆ เห็นตัวปลาว่ายวนไปมาน่าเอ็นดู เซียนชาย-หญิง กระเบื้องเคลือบจีนกังไสประดับเรียงรายตามขอบสระงามตระการตา ท่ามกลางสนามพื้นคอนกรีตในรั้ว มีสวนไม้พุ่มไม้ดอก เป็นสวนหย่อมให้เขียวขจีดูชุ่มชื่น
ส่วนอาคารที่ขนาบด้านซ้ายขวาของอาคารศาลเจ้านั้น เป็นอาคารชั้นเดียวสร้างไว้เป็นห้องรับรองแขกมีเกียรติที่มาเยือน ฝาผนังเป็นภาพกิจกรรมหลากหลายสีสัน ห้องเก็บพัสดุสิ่งของใช้สอยต่างๆ และห้องน้ามีสวนไม้ประดับทั้งสองอาคาร
ศาลเจ้าที่ แป๊ะกง สร้างเป็นเก๋งจีน ประดับมังกร สัตว์แห่งโลกทิพย์ และสถูปเจดีย์ 8เหลี่ยมยอดเจดีย์เป็นรูปน้ำเต้า องค์เจดีย์ลงลวดลายและสีเขียวหยกงามเย็นตารอบๆ เจดีย์ลงภาพจิตกรรมลวดลายไม้พันธ์ ไม้ดอก ไม้เถา สัตว์ในอัมพุชสถาน ภายในเป็นที่เผากระดาษเงินทองหลังไหว้เจ้าเป็นการส่งมอบกระดาษเครื่องเซ่นให้ถึงจุดหมายโดยทางเทโชติธาติ
อาณาเขตภายในรั้วรูปทรงอันหลากหลายศิลปะตะวันออกผสมประสานศิลปะตะวันตกได้จารึกรายนามผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินค่าสร้างรั้วแห่งนี้เป็นรายๆ เช่นเดียวกับท่านผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมแรร่วมใจสร้างเนื้อนาบุญ สนับสนุนการสร้างศาลเจ้าจนเสร็จ ศาลเจ้าแห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณรวมน้ำใจสามัคคีของปวงชนทุกสายอาชีพ ทุกหมู่เหล่า โดยมีพุทธศาลนาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอันประกอบด้วนคุณธรรม เมตตา กรุณา ความเอื้ออาทรต่อกันเป็นสายใยแห่งความสัมพันธ์
สังคมจะได้อานิสงส์จากผลบุณอย่างไม่มีวันสิ้นสุด